เปลือกที่ต้องปล่อย – ท่าน ว.วชิรเมธี

เปลือกที่ต้องปล่อย – ท่าน ว.วชิรเมธี

ธรรมชาติเดิมแท้ของชีวิตนั้นปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย และเป็นอิสระ แต่ต่อมาเมื่อชีวิตเริ่มมีวิวัฒนาการซับซ้อนมากขึ้นทั้งในทางกาย ทางใจ และทางสังคม ชีวิตที่แต่เดิมมีสภาพเบาสบาย ปลอดโปร่ง และเป็นอิสระนั้น ก็กลายเป็นก้อนหินแห่งอัตภาพที่เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ไร้อิสรภาพ กายก็หนัก ใจก็หนัก สถานภาพทางสังคมก็หนัก

ที่น่าเศร้าคือ คนจำนวนมากในโลกนี้ ปล่อยให้กาย ใจ และสถานภาพทางสังคมอันหน่วงหนักซึ่งไม่ใช่สภาพเดิมแท้ของชีวิตนั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยแทบไม่เคยคิดสลัดความหน่วงหนักนี้ให้พ้นไปจากชีวิตเลยจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตเดินทางมาถึง บางคนกลายเป็นคนแบกของหนักโดยไม่รู้ตัว แม้กระทั่งในยามที่ต้องลาจากโลกนี้ไป ก็ยังคงแบกของหนักนั้นเอาไว้จนถึงขั้นนอนตาย “ตาไม่หลับ”

ความหน่วงหนักของชีวิตนั้น เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยสำคัญก็คือ การไม่เข้าใจคุณค่าของชีวิตนี้ว่า เป็นอย่างไร เมื่อไม่เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตว่าคืออะไร จึงใช้วันเวลาไปกับการพยายามสะสม “เปลือกของชีวิต” มากมายจนทั้งตัวเองและคนที่เกี่ยวข้องต่างหนักอึ้งและทุกข์ทรมานกับการแบกอันไม่รู้จบนั้นทั้งยามหลับและยามตื่น

เปลือกของชีวิตที่สำคัญที่สุด คนจำนวนมากพากันหลงไปแบกก็คือ “กิน กาม เกียรติ”

“กิน” ก็คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดตั้งต้นแต่การกินขั้นพื้นฐาน คือ การกินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย จนกระทั่งการกิน “เงิน” ซึ่งนับเป็นการกิน “อุปาทาน” ที่เราสมมุติกันว่าเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาที่สุด เพราะเจ้าเงินนี้เอง มันมีศักยภาพในการทำให้คนเราสามารถกินอะไรต่อมิอะไรได้อย่างอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ทั้งกินโดยปาก กินโดยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

เงิน คือ เครื่องมือที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อขยายศักยภาพในการกินทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้อย่างไม่ปรานีปราศรัยทั้งการกินสิ่งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม อารยธรรม และระบบคุณค่าทั้งหมดที่มนุษย์เพียรสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เงินนั้น กินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่มีข้อยกเว้นแม้กระทั่งตัวมันเอง

มนุษย์ทั่วทั้งโลกได้ทุ่มเทเวลามหาศาลในแต่ละวันของชีวิต เพียงเพื่อแสวงหาสิ่งที่จะนำมากินทั้งๆ ที่กระเพาะของมนุษย์นั้นเล็กนิดเดียว แต่พวกเขาได้ทุ่มเทเวลาและพลังทั้งหมดเพื่อการแสวงหาทรัพยากรมากักตุนไว้กินจนดูเสมือนหนึ่งว่า พวกเขาจะมีอายุยืนยาวไปตราบจนวันสิ้นโลก

เชื่อหรือไม่ว่า

            มนุษย์ที่มีเงินมากที่สุดในโลก                   ก็มีอายุอยู่ใช้เงินในโลกนี้ได้ไม่กี่ปี

            มนุษย์ที่มีบ้านแพงและหรูที่สุดในโลก        ก็ไม่ได้นอนหลับอย่างเป็นสุขทุกคืน

            มนุษย์ที่มีรถหรูและแพงที่สุดในโลก          ก็ไม่ได้ขับขี่รถนั้นไปไกลจนถึงสุดขอบโลก

            มนุษย์ที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดในโลก      ก็ไม่เคยใช้ทรัพย์สมบัตินั้นครบหมดทุกชิ้น

เราแสวงหาสิ่งต่างๆ มากมายมากองไว้ตรงหน้าสูงเป็นภูเขาเลากา ทั้งๆ ที่ไม่มีปัญญาจะกินให้หมดได้ภายในชั่วชีวิตเดียว แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังคงแสวงหาต่อไป ต่อไป ไม่จบไม่สิ้น แท้ที่จริง กิจกรรมที่เรียกว่าการกินของมนุษย์นั้น ไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง หากแต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ “ตัณหา” ที่ล่อให้มนุษย์กลายเป็นนักบริโภคอย่างไม่รู้จบ โดยยืมเอาการกินเป็นเครื่องมือนั่นต่างหาก

พฤติกรรมการกินทั้งกินตามปกติและการกินเชิงสัญญะที่เรียกว่าการกินอุปาทานหรือการกินคุณค่าต่างๆ ทั้งหมดนั้น ล้วนถูกบงการโดย “ตัณหา” คือ ความโลภในใจคนเป็นสำคัญ ถ้าเราไม่รู้ความจริงว่า ตัณหาคือผู้ชักใยชีวิตของเราให้เข้าไปติดกับอยู่ในเขาวงกตของสิ่งที่เรียกว่า “เปลือกของชีวิต” เสียแล้ว เราก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงมุมที่ถักทอสายใยไว้ดักตัวเอง

“กาม” คือความปรารถนาที่แสดงตัวออกมาเป็นความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ซึ่งเป็นการแสดงตัวอีกมิติหนึ่งของตัณหาเช่นเดียวกัน

เมื่อกล่าวถึงกาม คนทั่วไปมักเข้าใจกามในความหมายแคบๆ ว่าเป็นเพียงความต้องการทางกามารมณ์ แต่แท้ที่จริงแล้ว กาม หมายถึงความปรารถนาทางกายและทางใจ แต่กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว กาม เป็นเรื่องของความปรารถนาทางใจล้วนๆ มากกว่า เพราะเมื่อเราเห็นสิ่งใดก็ตาม (ที่โลกสมมุติกันว่าดี งาม มีค่า) ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทว่าหากเราไม่ “จินตนาการ” ต่อ สิ่งต่างๆ ที่ถือกันว่าดี งาม มีค่านั้น ก็หามีความหมายแต่อย่างใดไม่

กามที่แท้ ก็คือ ความคิดหรือจินตนาการนั่นเอง

ชีวิตของเราแต่ละคน ล้วนตกเป็นทาสของกามที่ชื่อความคิดนี้มากบ้างน้อยมาก ตามอัตราส่วนของความรู้ทัน หรือรู้ไม่ทันมายาการของกาม

“เกียรติ” ก็คือ อวตารปางหนึ่งของตัณหาอย่างประณีต ซึ่งมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “ภวตัณหา” อันแปลว่า “ความอยากเป็น” หรือ ความอยากมี “สถานภาพ” อย่างใดอย่างหนึ่งในสังคมหรือในโลก

บรรดาความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากกิน กาม เกียรตินั้น ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความอยากมีเกียรติ นับเป็นความทุกข์ที่กัดกินคนได้อย่างลึกซึ้งที่สุดและทำลายคนได้มากที่สุด เพราะความอยากมีเกียรติ จะค่อยๆ กัดกินคนที่อยากมีเกียรติอย่างแยบยลและมีการโปรยเหยื่อล่ออันโอชะตลอดเส้นทางของการอยากมีเกียรติเป็นระยะๆ กว่าคนที่อยากมีเกียรติจะรู้ตัวว่า สิ่งที่ตนพยายามแสวงหามาตลอดนั้น คือ หลุมพรางของความทุกข์บางครั้งก็สายเกินไป

ในสังคมไทยของเรานั้น ต้องยอมรับว่า มีคนที่กำลังทุกข์หนักหนาสาหัสจากกิน กามเกียรติอยู่ทั่วไปทุกหัวระแหง

แต่ไม่ว่าคนอื่นจะทุกข์เพราะกิน กาม เกียรติ มากเพียงไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า คุณเป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นหรือไม่

ถ้าใช่ ก็ควรถอนตัวออกมาเสียจากกิน กาม เกียรติ มาอยู่อย่างคนที่รู้จักกิน รู้จักกาม และรู้จักเกียรติอย่างผู้ที่ตื่นแล้วจะดีกว่า

            แต่ถ้าไม่ใช่ ก็น่ายินดีเป็นที่สุด ที่คุณเกิดมาอยู่ในโลก แต่ไม่ติดอยู่ในตาข่ายของโลก เหมือนบัวเกิดแต่ตม ทว่าลอยพ้นตมขึ้นไปได้อย่างน่าชื่นชม

ABOUT THE AUTHOR

admin

RELATED POSTS

Leave a Reply